Pruksa.banner banner
Home > M TRAVEL

M Travel

 

 

  ในช่วงต้นหน้าฝนที่เอาแน่เอานอนอะไรกับอากาศไม่ค่อยได้  ชาวเมืองหลวงอย่างเรา เมื่อถึงวันหยุดทีจะไปพักผ่อนอย่างทะเลหรือป่าเขาที่ไหนก็คงไม่ค่อยสนุกนัก M Travel ครั้งนี้จึงพามาใกล้ๆกรุงเทพแค่อยุธยา อดีตเมืองหลวงของไทยเราที่มีทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจ สถานที่ที่ยังคงเสน่ห์ที่งดงามมีคุณค่า ได้ไหว้พระทำบุญ และอิ่มอร่อยกันก่อนกลับอีกด้วย   

 

Charming_Heritage__Ayuthaya3_copy

 

   

 

 

      จากกรุงเทพขับมาตามถนนพหลโยธินมุ่งหน้ารังสิต ไม่ไกลมากนักจะเห็นทางแยกเลี้ยวซ้ายมาอยุธยา ซึ่งก่อนเข้าเมืองอยุธยาจะถึงบางปะอินก่อน หากท่านใดมาแต่เช้ามีเวลาก็สามารถแวะไปเยี่ยมชมพระราชวังบางปะอินกันก่อนก็ได้ครับ  แต่สำหรับเราเอาสบายเข้าว่า ออกมาตอนสายๆ ถึงอยุธยาก็เกือบเที่ยงเรามุ่งหน้ามาแวะที่วัดไชยวัฒนารามเป็นที่แรกครับ

 

   

          วัดไชยวัฒนาราม เป็นหนึ่งในหลายๆวัดที่สำคัญของอยุธยา ตั้งอยู่นอกเกาะเมือง นับเป็น landmark ที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง  ลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของที่นี้คือหมู่พระปรางค์ที่สร้างขึ้นตามคติความเชื่อในศาสนาพรามณ์ อันสมมุติถึงเขาพระสุเมรุชึ่งมีพระปรางค์องค์ใหญ่ รายล้อมด้วยปรางค์บริวารทั้ง 4 ทิศ เปรียบเสมือนโลกอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

 

   ภายในระเบียงคตรายล้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่โดยรอบ 120 องค์ โดยมีซุ่มเรือนแก้วตรงมุมระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่ององค์อย่างพระมหากษัตริย์อยู่ที่มุมทั้ง 4

 

       วัดไชยวัฒนาราม ได้สร้างขึ้นเมื่อราวปี 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงให้สร้างขึ้นบนที่ดินเดิมของพระองค์เพื่อใช้พระราชทางเพลิงพระศพ และอุทิศถวายพระราชมารดาของพระองค์  มีคำบันทึกในพระราชพงศวดารว่า ที่วัดไชยวัฒนารามนี้ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจะทรงโปรดเสด็จมาทางชลมารคเพื่อมาบำเพ็ญพระราชกุศล และศาสนากิจอยู่เป็นประจำโดยตลอด 

 

 

Charming_Heritage__Ayuthaya4_copy


Charming_Heritage__Ayuthaya2_copy

 

 

                                        ในปี 2310 ก่อนกรุงแตก วัดไชยวัฒนารามถูกใช้เป็นค่ายเพื่อตั้งรับศึกพม่า และเมื่อเสียกรุงข้าศึกได้เผาทำลายพระราชวังและวัดทั่วทั้งพระนคร สถาปัตยกรรม และพระอารามวัดไชยวัฒนารามก็ถูกเผาทำลายลงด้วยเช่นกัน จากเค้าโครงที่ยังคงเหลืออยู่นี้ เรายังสามารถยังเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของที่นี้ โดยเฉพาะองค์หมู่พระปรางค์และภายในซุ้มระบียงคตที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่รายรอบ มีหลังคาอยู่ตลอดทั้งพระระเบียง ประดับประดาด้วยลวดลายภาพเขียนพุทธประวัติ และงานไม้แกาะสลักตามแบบอย่างของช่างฝีมืออยุธยา น่าเสียดายที่วันนี้เหลืออยู่เพียงร่องรอยให้คนรุ่นหลังได้ดูเท่านั้น

 

 

 

Charming_Heritage__Ayuthaya7_copy

 

             Charming_Heritage__Ayuthaya5_copy        Charming_Heritage__Ayuthaya6_copy

  

 

               จากวัดไชยวัฒนาราม เราออกมาข้ามสะพานข้ามแม่น้ำตรงมาเข้าเมืองฯ มุ่งหน้าที่เขตอุทยานประวัติศาสตร์ แต่เรามาแวะที่วัดหน้าพระเมรุ วัดสำคัญอีกวัดหนึ่งซึ่งมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาที่วัด มีพระพุทธรูปที่สวยงาม และเป็นวัดเดียวในเขตเมืองที่ไม่ถูกเผาทำลายจากพม่า

 

               วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง ในต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก

 

                  Charming_Heritage__Ayuthaya11_copy

 

 

 Charming_Heritage__Ayuthaya12_copy    

    

 

 

 

 

 

         "พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" พระประธานวัดหน้าพระเมรุ พระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องกษัตริย์ที่งดงามองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 4.5 เมตร สูง 6 เมตร ซึ่งไม่ถูกพม่าเผาทำลายในการเสียกรุง   เป็นพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องอย่างพระมหากษัตริย์   ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราททอง 

       สร้างในคติของพระพุทธเจ้าปางโปรด พญามหาชมพู ตามความในมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อลงมาจนถึงสมัย รันตโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศ เมรุรายของวัดไชยวัฒนารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราททองได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะประมาณได้ว่าพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุก็ คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

 

 

    

 

               

                นอกจากนี้ ที่บริเวณด้านข้างพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ แล้วยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า "หลวงพ่อคันธารราฐ" ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่สมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของบูโรพุทโธ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว  

             ออกจากวัดหน้าพระเมรุ หลังจากไหว้พระ สักการะขอพรแล้วเรามุ่งหน้าย้อมกลับมาตามเส้นทางเดิมขาออกกลับกรุงเทพฯ  เมื่อถึงวงเวียนเจดีย์เก่าเลี้ยวซ้ายตรงทางแยกจะเห็นป้ายบอกทางไปตลาดน้ำชัดเจน ซึ่งเป็นที่เราจะฝากท้องสำหรับมื้บ่ายค่อนเย็นนี้ครับ

 

 

Charming_Heritage__Ayuthaya1_copy

 

Charming_Heritage__Ayuthaya13_copy

 

 

                  ตลาดน้ำอโยธยาเปิดให้บริการมาได้เกือบๆ 2 ปีแล้ว นับเป็นสถานที่พักผ่อนท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวแห่งใหม่ใกล้ๆกรุง  ภายในเป็นอาคารไม้ทรงไทย และมีคลองน้ำลัดเลาะไปตามหมู่อาคาร มีการปลูกต้นไม้และจัดสวนอย่างสวยงาม ลักษณะคล้ายๆกับตลาดน้ำสี่ภาคที่พัทยา แต่ที่นี้จะใหญ่กว่าและสวยงามกว่า ที่จอดรถสามารถจอดได้มากถึง 500 คัน  เปิดให้บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มทุกวัน

 

 

 

 

Charming_Heritage__Ayuthaya17_copy        Charming_Heritage__Ayuthaya18_copy

 

 

 

           ที่ตลาดน้ำอโยธยานี้ เท่าที่ดูคอนเซ็ปจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องการแสดงและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยมาก  จะมีโชว์แสดงการละเล่นแบบไทย การแต่งการของพนักงาน การจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวไทยในอดีต และทุกวันตอนค่ำจะมีการแสดงรำไทย และแสงสีอิงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ หากว่ามีเวลาอยู่ถึงตอนค่ำก็รอชมได้ เข้าชมฟรีครับ

 

 

              ส่วนของกิน ของทานนั้นก็มีให้เลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก  ทั้งร้านอาหารให้นั่งทานกันในร้าน หรือจะเลือกแบบปูเสื่อนั่งกันริมคลองและสั่งอาหารจากแม่ค้าในเรือก็ได้บรรยากาศดีไม่น้อย  หรือขนม ของหวาน ของฝากก็มีให้เลือกเยอะไปหมด เมื่อทานอิ่มแล้ว จะเดินเล่นชิลล์ๆ  ถ่ายรูปไปด้วยก็มีความสุขดี  แต่ที่นี้คนจะเยอะช่วงเย็นๆนะครับ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสาร์-อาทิตย์ ถ้าหากว่าอยากมาแบบสบายๆ คนน้อยๆจะได้ถ่ายรูปออกมาสวยๆคงต้องมากันแต่วัน สักช่วงบ่ายๆกำลังดี  ที่ตลาดน้ำอโยธยานี้ไม่มีการเก็บค่าเข้าแต่อย่างใดครับ

 

 

Charming_Heritage__Ayuthaya16_copy    Charming_Heritage__Ayuthaya24

 

 

 

    

    สำหรับทริปสั้นๆ สบายๆอย่างนี้ ได้ครบทั้งอิ่มบุญ และอิ่มท้องไปเช้า กลับเย็น ยังมีแรงเหลือได้มาทำงานต่อได้ในวันรุ่งขึ้นอย่างนี้ แนะนำนะครับ  ส่วนสำหรับทริปหน้าต่อไป เราอาจจะพาไปไกลกันสักนิดหน่อย ไว้ติดตามต่อไปนะครับ ...

 

 

 


 

 

 

เก่ง ทาเคชิ

 

 

 

 

 


 

 

    

          

    Our  Travel


 

   DSC05213_copy   Late Winter @ ChangRai

 

   Palio10    Palio / KaoYai